Fiction

...บอกจะดองบล๊อค แต่ต้องกลับคำ...ไม่ใช่เพราะ...เก็บรายงานที่คั่งค้างหมดแล้ว...ถึงจะเสร็จไปบางส่วนก็เถอะ อุกิ้ว~~ ^[]^ ไม่ใช่เพราะ...จัดเวลาอ่านหนังสือและเล่นเน็ตลงตัว...ถึงจะพอจัดคิวเกือบๆจะลงอ่านะ...

แต่ที่มาเขียนบล๊อคต่อ...ไม่ใช่เพราะ หาเวลาว่างอะไรได้...

ตัญหาส่วนตัวล้วนๆ!!!

...อยากอัพ...มันทนไม่ไหว อ๊ากกกกกกก ยิ่งช่วงนี้...เดือน11 ลอยกระทง...วันเพ็ญเดือน12 น้ำก็น่องเต็มตลิ่ง...มีแต่เรื่องน่าเขียนทั้งนั้นเลย>///< แถมยังเป็นช่วงตายยอดฮิตอีกต่างหาก(เอ๊ะ?... - - ?) มาดูกันเลยมั้ยค่ะ...

วันที่5พฤศจิกายน 2004 ขอร่วมไว้อาลัยแด่L...

...ไหนๆก็ไหนๆ จัดงานเดียวอาลัยมันครบเซ็ทเลย(แอบมีspoil โผล่ หุหุ) อ่า...Lใส่ชุดสูทขึ้นจริงๆ เท๊เท่ เสียดาย...ทำไมคนหล่อแปลกๆอย่างLต้องตายด้วย อาจารย์โอบะ โอบาตะ ใจร้าย T^T รักL ชอบL ทำไมต้องให้Lตายด้วยล่ะเค่อะ ชิมิๆ~~~~

วันที่8 พฤษจิกายน 1923 ขอร่วมไว้อาลัยแด่คุณอัลฟรอนซ์ ไฮเดริช...

...ตามหลักของกฏการ์ตูน 100ข้อ คนหล่อที่ไม่ใช่พระเอกต้องตายเสมอ...ยังใช้ได้กับกรณีนี้...คุณชายเจ้าค่ะ คุณชาย~เอ่อ...แต่ถ้าดูจากปีที่ตายแล้ว ถ้ายังอยู่ก็คงเป็นคุณปู่คุณตาแล้วสินะ = = '' เวลาและสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง...ดีแล้วค่ะที่คุณชายตายตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น ไม่งั้นขืนยังอยู่มาถึงป่านนี้ แฟนๆของคุณปู่คุณตาไม่เหลือแน่...(เอ๊ะ?...ชักยังไงชอบกล- - ?)

วันที่7 พฤษจิกายน???? ขอร่วมไว้อาลัยแด่2ผู้กล้า...

ฮางิวาระ เคนจิ

มัทสึดะ จิมเปย์

เครดิต EGUANA PARADISE

2ผู้กล้าจากเรื่องโคนัน ที่มีศักดิ์เป็นแค่ตัวประกอบที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปในความทรงจำของผู้อ่านบางคน...แต่กลับตราตรึงในใจของผู้อ่านอีกหลายคน...รวมทั้งเราด้วย...

[Conan FanFic]Pain...[Rewrite]

หากว่าชีวิตคนเราสามารถย้อนเวลากลับไปได้
ผมเองก็อยากจะย้อนเวลากลับไปในวันนั้น
วันที่ผมยังมีเวลาที่จะพูดในสิ่งที่ผมไม่มีโอกาสได้บอกเค้าคนนั้น

ใครกันที่ว่าความตายคือจุดสิ้นสุดของชีวิต
แต่สำหรับผมมันคือจุดเริ่มของฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น
แม้ว่าจะหลับตาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับนอน
เพียงแค่บิดเบือนความจริง แสร้งทำเป็นว่ามองไม่เห็น
ทั้งที่ความจริงก็เห็นอยู่ตรงหน้า ความจริงที่ทำให้ตระหนักถึงความผิดที่ได้กระทำลงไปกับคนที่ตัวเองรัก
ความผิดที่เกิดจากการกระทำหยอกล้อเยาแหย่ ตามประสาเด็กที่ไม่รู้จักโต โดยไม่คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา

และผลที่เกิดจากการกระทำนั้น ก็เหมือนกับการผลักไสคนที่ตัวเองรักที่สุดให้ไปอยู่ในเงามืด
โดยที่ตัวเองไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะยื่นมือฉุดเขาออกจากความมืด หรือแม้แต่โอกาสที่จะเป็นฝ่ายพลัดตกลงไป

เพราะตอนนี้ไม่มีทั้งคำพูด เวลา หรือโอกาส สำหรับผมอีกต่อไปแล้ว!

.

ถ้างั้นก็แก้แค้นให้หน่อยล่ะกัน เสียงหัวเราะเบาๆของฝ่ายตรงข้ามดังเข้ามากระทบโสตประสาท
ผ่านทางปลายสายที่เชื่อมโยงระหว่างสองโลก โลกของความจริง และโลกของเส้นด้ายบางๆที่เรียกว่าชีวิต ก่อนที่เส้นด้ายบางๆนั้นจะถูกกระตุกขาดกลางออกเป็นสองเส้น พร้อมกับเสียงจากซาตานที่ดังก้องไปทั่วหู

ฮางิวาระ เสียงหนึ่งเอ่ยชื่อคนปลายสายด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ร่างกายทั่วร่างเย็นเฉียบเหมือนไร้ความรู้สึกใดๆ

ไม่มีอีกแล้ว...คนที่คอยอยู่เคียงข้างและห่วงใย
ไม่มีอีกแล้ว...คำพูดหยอกล้อที่ทำให้เราสบายใจเมื่อได้ยินเสียงนั้น
ไม่มีอีกแล้ว...ความสัมพันธ์ที่ส่งเป็นเรื่องราวถึงอีกฝ่ายระหว่างเราสองคน
สิ่งที่เหลืออยู่...คืออะไร

คำพูดหนึ่งคำที่ไม่มีความหมายถ้าคนพูดไม่ใช่คนที่อยากจะฟัง

.

คำพูดของผม...เป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนคนสำคัญของผมยังมีลมหายใจอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
แต่การยึดติดกับอดีตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง...การมีชีวิตอยู่จะมีความหมายอะไร
นอกจากมีชีวิตอยู่เพื่อปรารถนาความตาย...ความตายที่จะปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากพันธะที่แบกรับ
ซึ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการแม้แต่น้อย!

หากผมบอกเจ้าตัวให้ลืมเรื่องนี้ไปซะแล้วไปใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขกับคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและห่วงใย
ผมอาจเป็นฝ่ายโดนจองล้างจองผลาญถึงโลกวิญญาณก็เป็นได้เพราะผมรู้คำตอบที่เจ้าตัวให้ไว้เกี่ยวกับเรื่องที่ผมอยากจะบอก

ผ่านทางความฝัน...

..

การแก้แค้นไม่เคยทำอะไรให้ดีขึ้นมาหรอกนะ นอกจากความเจ็บปวด...

ฉันรู้ดี... คำตอบแสนแผ่วเบาไม่ต่างอะไรจากเสียงกระซิบ หากแต่ก็หนักแน่นนักจนสัมผัสได้ถึงอณูวิญญาณจนทำให้ร่างวิญญาณของเพื่อนผู้ล่วงลับถึงกับหนาวสะท้านกับสภาวะบรรยากาศที่ถูกกดดันด้วยความเคร่งเครียดของอีกฝ่ายในความฝันของเจ้าตัวเอง

แต่จะให้ทำยังไง จะบอกให้ลืม ฉันทำไม่ได้หรอก น้ำเสียงสั่นเทาดังเล็ดลอดออกจากริมฝีปากที่เม้มไว้เหมือนจะกลั่นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของความฝันจะยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นหลังการตายของเพื่อนสนิทคนนี้

ไม่ได้บอกให้ลืม แค่ไม่อยากให้นายต้องใช้ชีวิตที่จมปลักอยู่กับการแก้แค้น เพราะฉัน...ไม่อยากให้นายตาย

ฉันจะไม่ตาย! ร่างสูงตะโกนลั่นพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ร่างโปร่งใสของเพื่อนผู้ล่วงลับอย่างเดือดดาล ทำเอาวิญญาณโปร่งใสค่อนข้างสับสนกับอารมณ์ของเพื่อนตรงหน้า เมื่อกี้ทำเป็นจะร้องไห้ เดี๋ยวก็ทำเป็นโกธรเหมือนเด็กเล็กๆ ที่เอาแต่ใช้อารมณ์ปั่นหัวผู้ใหญ่เล่นด้วยความสนุก

อันที่จริงถ้าจะพูดให้ถูกคือไม่ยอมตายต่างหาก เจ้าตัวขยายความ ริมฝีปากยิ้มนิดๆ น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมแต่แฝงด้วยความเศร้าโศก

ไม่ยอมตาย

ใช่ จนกว่าจะแก้แค้นให้นายได้สำเร็จ ฉันจะไม่มีวันยอมตายเด็ดขาด เจ้าตัวพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยมท่าทางเหมือนกับเด็กๆเวลาที่ตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ แต่นั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเขาซักหน่อย!

หมายความว่าจะไม่ยอมทิ้งความคิดที่จะแก้แค้น...ไอ้เพื่อนหัวแข็ง!!!

แกว่าใครหัวแข็ง ไอ้เพื่อนไม่รักดีชิงตายไปก่อน ตอนแกไม่อยู่...ฉันน่ะ...ฉัน...ฮึก ฮึก ไอ้เจ้าบ้าฮางิวาระ!!!
คนที่ภายนอกดูไร้ซึ่งมนุษย์สัมพันธ์กำลังร้องไห้ เสียน้ำตา....เพื่อเขา!

ฮึก ฮึก ฮางิ...วาระ..ฮืออออ

อย่าร้องไห้สิ มัทสึดะ ขนาดฉันเป็นผู้เสียหายฉันยังไม่ร้องเลย

ฮางิวาระปรับเสียงและสีหน้าให้อ่อนลง ก่อนจะยกมือขึ้นเพื่อปาดน้ำตาออกจากดวงหน้าใสของอีกฝ่าย แต่มือของฮางิวาระกลับผ่านตัวของอีกฝ่ายราวกับเป็นอากาศธาตุไป

แต่ฮางิวาระก็พยายามอย่างที่สุดที่จะถ่ายทอดความเข้มแข็งและความเป็นห่วงไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ โดยการกอดร่างที่กำลังร้องไห้ด้วยมือที่โปร่งแสงและไม่อาจจับต้องโดนตัวของอีกฝ่าย ก่อนจะลูบหลังฝ่ายที่กำลังสะอื้นไห้เบาๆ ถึงแม้ว่ามือทั้งสองข้างนี้จะไม่สามารถจับต้องคนที่ต้องการจะปลอบโยนได้เลยก็ตาม

ขอโทษนะ ขอโทษ! ทำให้นายเจ็บปวดยังไม่พอ...แค่จะซับน้ำตาให้ยังทำไม่ได้เลย

ร่างที่กำลังสะอื้นหยุดนิ่งฟังทันที และพูดตอบโต้อย่างเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ!

นายไม่จำเป็นต้องขอโทษ! ถึงความทรงจำนั้นจะทำให้เจ็บปวด...แต่ฉันก็ไม่อยากหนีจากมัน

งั้นหมายความว่า...นายจะเดินไปข้างหน้าแล้วทิ้งเรื่องการแก้แค้นไว้ข้างหลังแล้วใช่มั้ย

นั้นมันคนละเรื่องกัน...ฉันจะเดินไปข้างหน้ารึเปล่ามันก็เรื่องของฉัน แต่ฉันจะไม่มีวันลืมนายแล้วก็เรื่องของนายยังไงซะก็คงต้องขอจับเจ้ามือวางระเบิดคนนั้นซะก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังหรือถ้านายจะคัดค้านอะไร ก็ขอแสดงความเสียใจที่จะต้องบอกว่า...ฉันไม่สนใจที่จะฟัง

เอาแต่ใจตัวเองเป็นบ้า
มัทสึดะยิ้มออกมาหลังจากได้ฟังประโยคนั้น

ก็ประมาณนั้น...แล้วก็ไม่ต้องโทษตัวเองด้วยว่าคำพูดของนาย ทำให้ฉันมาแก้แค้นให้...ที่ฉันแก้แค้นก็เพราะฉันอยากจะทำ...ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคำพูดของนายเลยแม้แต่น้อย สำคัญตัวผิดไปแล้ว...คู่หู!

แน่ใจนะ...ว่าคำพูดของฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องน่ะ!
ฮางิวาระทำหน้ายิ้มๆปนเจ้าเล่ห์ ในขณะที่มือของมัทสึดะทำท่าเขกศีรษะทะลุผ่านส่วนหัวของเขาไปได้อย่างหน้าตาเฉย

นี่ๆโกธรเหรอ จัมปี้คุงงงง
ฮางิวาระลากเสียงน่าถีบเมื่อเห็นเส้นเลือดของอีกฝ่ายเดือดปุดๆ

อยากตายรอบสองมั้ย? เดี๋ยวจะสงเคราะห์ให้

ไม่เอาหรอก รอบเดียวก็เจ็บจะตายอยู่แล้ว...แต่ว่าตอนนี้ตายไปแล้วก็เลยไม่เจ็บนี่เนอะ
ฮางิวาระเล่นมุขกับตัวเอง แต่ดูท่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะขำด้วย มัทสึดะที่สงบลงไปแล้วกลับน้ำตาไหลพรั่งพรูขึ้นมาอีกเมื่อนึกภาพของฮางิวาระกำลังแหลกเป็นชิ้นๆด้วยฝีมือของมือวางระเบิดที่ตอนนี้ยังจับตัวไม่ได้

สัญญาได้มั้ย...หลังจากเรื่องแก้แค้นจบลง นายจะ...มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข
นัยน์ตาสีน้ำเงินที่จ้องมองมาเป็นเชิงบังคับทำให้มัทสึดะถึงกับต้องหลบสายตาคมกร้าวของอีกฝ่าย

ไม่รู้สิ...ก็บอกแล้วไง เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง...แต่ถ้านายมาเข้าฝันบ่อยๆ ฉันอาจเลิกคิดเรื่องแก้แค้นก็ได้นะ

คงยาก...การเข้าฝันต้องใช้พลังมากกว่าที่คิดไว้เยอะแต่นานๆทีก็คงได้มั้ง
ฮางิวาระพูดเสริมขึ้นเมื่อเห็นสายตาเศร้าๆของอีกฝ่าย ทั้งๆที่ไม่อยากให้เจ้าตัวยึดติดกับการพบกันในความฝัน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลงใหลกับความฝันที่แสนสุข จนไม่ลืมตาตื่นขึ้นอีกเลย...

ความสุข...ที่หลงเหลืออยู่ในความฝันจะมีประโยชน์อะไร
หากเมื่อลืมตาตื่นขึ้น...แล้วต้องลืมเลือนความสุขนั้นไป

แต่อย่างน้อย...ถ้าให้ยามฝันได้พบกับความสุขบ้าง ถึงจะไม่ใช่ความจริงที่แสนหวานในโลกของความเป็นจริง
แต่ก็คงดีกว่าการที่จะต้องพบเจอแต่ความฝันที่ชวนให้ขมขื่น ถึงจะเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในโลกของความเป็นจริง

ถ้าเวลาสามารถลบเลือนบาดแผลที่เจ็บปวดได้ โลกนี้ก็คงมีทั้งคนที่เจ็บและไม่เจ็บปะปนกันไป
ต้องมีคนที่เลือกจะใช้เวลาและคนที่ไม่เลือกจะใช้เวลา เป็นเครื่องมือในการสมานรอยแผลของตน
ถึงจะรู้ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้เวลาในการสมานรอยแผล...
แต่ก็อยากให้เพื่อนคนสำคัญเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดมากกว่าที่จะเลือกให้ตัวเองต้องเจ็บปวดเพราะเพื่อนคนนี้
เพื่อนผู้สร้างบาดแผล...

FIN

*******************************************
Author's Note-
ในที่สุดก็เขียนจบลงด้วยดี (โดยไม่ให้ฮางิวาระทำอะไร เปิ่นๆแป๊กๆออกมา ฮ่า~ ^^) เขียนด้วยแรงบันดาลใจจากเล่ม36-37โดยตีความจากบทสนทนาที่ออกมาแทบนับประโยคได้ของมัทซึดะ ว่าจะแก้แค้นให้เพื่อน แต่ถ้าเราลองคิดในแง่อนิเม ฮางิวาระพูดเป็นเชิงหยอกให้แก้แค้น แล้วใจจริงเจ้าตัวอยากให้มัทซึดะแกแค้นให้จริงหรือเปล่าแล้วมัทซึดะแก้แค้นเพราะเพื่อนบอกมาให้ทำ หรือเพราะต้องการจะทำอยู่แล้ว แต่ยกเอาเรื่องเพื่อนขึ้นมาบังหน้า

เลยเกิดเป็นฟิคเรื่องนี้ขึ้น เพื่อสนองตัญหาความอยากรู้ของตน ด้วยความที่ข้อมูลเกี่ยวกับฮางิวาระ มีน้อยเบาบางเป็นอากาศธาตุในคอมมิคหรือแม้แต่อนิเม ที่ได้โผล่มาแค่10วินาทีแรก จากนั้นก็บึ้ม! แล้วก็ลอยหายไปในอากาศ เลยต้องยืมบุคลิกในโดกิ้งก่าเอามาเล่าอ้างกล่าวถึงบวกกับการคาดเดาส่วนตัว ในอนิเมขนาดที่ทำงานอยู่กับระเบิดยังมีอารมณ์ขันเต็มเปี่ยม เลยน่าจะเดาได้ว่าเป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี ขี้เล่นไม่รู้จักโต ซึ่งเป็นนิสัยตรงข้ามกับมัทซึดะ(เค้าว่าคนนิสัยต่างกันคนละขั้วมักจะสนิทกัน เลยยืมตรงจุดนี้มาใช้)มาแต่งเป็นฟิคเรื่องนี้ จุดบกพร่องคิดว่ามีเยอะ(ข้อมูลค่อนข้างน้อย)เกี่ยวกับฟิคเรื่องนี้ ช่วยติๆกันด้วยนะค่ะ

ฉากจบที่อยู่หลังเนื้อเรื่องหลัก หลังมัทสึดะตายกลายเป็นวิญญาณ
ฮางิ: นายอยากรู้มั้ยว่าทำไมตอนที่ฉันไปเข้าฝันนาย ถึงบอกให้นายทิ้งเรื่องแก้แค้นและใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
มัทซึ: (ส่ายหน้า ด๊อกแด็ก)ไม่รู้อ่ะ
ฮางิ: เพราะบัญชีคนตายในโลกวิญญาณ อีก7ปีให้หลัง ฉันเห็นชื่อนาย...ตายเพราะเป็นมะเร็งปอด
มัทซึ: o.O!!!
ฮางิ: อีกไม่กี่ปีนายก็ตายแล้วยังหาเรื่องตายก่อนกำหนดอีก นายนี่มันบ้าจริงๆ!

******************

จบค่ะ แฮะๆ บอกตามตรงเห็นมัทซึดะแล้วนึกถึงพระเอกเรื่องคอนสแตนตินนะเนี่ย เลยกะให้ชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษว่า Sacrifice (การเสียสละ) แต่พอเขียนไปเขียนไม่เวิรก์เลยเปลี่ยนใหม่^^ ที่จะให้มัทซึดะเป็นมะเร็งปอดตายก็เพราะพระเอกเรื่องนี้แหล่ะ โฮๆๆๆ

...........

ขอCommentด้วยนะค่ะ เอาผลงานเก่ามาหากิน...ติชมด้วยนะค่ะ

วันนี้วันที่31 ตุลา เป็นวันฮาโลวีน วันปล่อยผี!!!!!!!!
(ปลดปล่อยความบ้าให้มันหลุดโลก โย่ว~ สุขสันต์วันฮาโลวีน มายลฟิคกันเลย Ready Go!!!)

-----------------------

Psyche

แน่นอนว่าโลกนี้ย่อมมีสิ่งที่เรียกวิญญาณ...

แม้ว่าจะไม่เคยมีใครพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน แต่เพราะตัวเขาเองเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ...และจากประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เขารู้ว่าวิญญาณเป็นเพียงกลุ่มก้อนพลังงานที่ไม่มีตัวตน สามารถแยกตัวออกจากร่างต้น แต่ไม่สามารถฟื้นฟูหรือควบคุมสภาพการคงอยู่ของพลังงานได้...แน่นอนว่ากลุ่มพลังงานที่แยกออกจากร่างต้นเป็นเวลานานก็ต้องสูญสลายหายไปตามกฎของพลังงานในที่สุด

แต่ใครจะไปนึกไปฝันว่าจะมีพลังงานที่ยังคงสภาพเหมือนเมื่อครั้งยังมีร่างต้นให้อาศัยอยู่ แถมยังมีพลังแกร่งกล้าขึ้นทุกวัน ผิดกับกฎของพลังงานที่จะต้องสูญสลายไปอย่างช้าๆ และถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะทำผิดกฎทุกข้อในหลักการของวิชาฟิสิกส์และวิชาวิทยาศาสตร์...แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับเป็นรูปลักษณ์ทางกายภาพของกลุ่มก้อนพลังงานกลุ่มนี้ต่างหาก

...อัลฟอนส์ ไฮเดริช

รูปลักษณ์ของกลุ่มก้อนพลังงานที่มีลักษณะเหมือนกันกับตัวเขาราวกับว่าสิ่งนั้นใช้ตัวตนของเขาเป็นตัวสะท้อนร่างต้นแบบเดิมของตนเองออกมา...จนตัวเขาเกือบจะทำการรวบกลุ่มก้อนพลังงานที่เขาคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณที่แยกออกมาจากตัวเขามาไว้กับตัวซะเอง เพราะจากประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณในอดีต ทำให้วิญญาณของเขาแยกตัวออกจากร่างต้นได้ง่ายเป็นพิเศษ...และเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เขาได้รู้จักกับบุคคลแปลกหน้าของโลกด้านคู่ขนานที่มีใบหน้าเหมือนกันกับเขาราวพิมพ์เดียวรวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำสมัยเมื่อครั้งที่กลุ่มก้อนพลังงานนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่าร่างต้นให้อาศัยอยู่

***********

วันนี้ก็มาอีกแล้วหรือครับ...คุณไฮเดริช อัลฟอนส์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหน่ายๆพลางเหลือบตามองหาใครสักคนที่อยู่ในบริเวณแถวนั้น แต่บรรยากาศรอบตัวของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความเงียบงัน ปราศจากวี่แววบุคคลใดๆที่ยืนอยู่ในอาณาบริเวณรอบๆ

รู้ตัวจริงๆด้วย เสียงเย็นดังขึ้นเบาๆพร้อมกับมีร่างๆหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากอากาศธาตุราวกับมีเวทย์มนตร์

สมกับเป็นเธอเลยนะ อัลฟอนส์คุง

ไม่ต้องมาแกล้งชมผมหรอกครับ คุณน่ะจงใจให้ผมจับสัมผัสวิญญาณของคุณได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เด็กหนุ่มจ้องมองไปยังชายตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันยากสุดจะคาดเดา ด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของผู้ชายคนนี้

จะคิดอย่างนั้นก็ได้...ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าเธอมีประสาทรับรู้ทางด้านวิญญาณสูงมาก จนเกือบจะคิดว่าเธอเป็นวิญญาณเหมือนกัน ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ขณะส่งยิ้มกวนๆให้อย่างติดตลกจนทำให้เด็กหนุ่มเกือบจะเผยอยิ้มตอบแต่ก็แค่เกือบเท่านั้นจริงๆ

ขอบคุณที่ชมครับ ร่างบางโค้งตัวลงนิดหน่อยคล้ายตั้งใจประชดประชัน ก่อนจะหันมาประจันหน้ากับเจ้าของดวงตาสีฟ้าสวยคู่นั้นอย่างท้าทาย

ว่าแต่มีธุระอะไรกับผมไม่ทราบครับ คุณอัลฟอนส์ ไฮเดริช

คำถามแปลกดีนะสิ่งที่ทำให้วิญญาณยังยึดติดอยู่กับทางโลกก็มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละ ยิ่งกับเธอที่เคยเป็นสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณมาก่อน...น่าจะรู้ดียิ่งกว่าใคร ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกผิดกับบรรยากาศอันแสนจะอบอุ่นของเจ้าตัว ทำเอาคนที่ถูกถามถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวในความรู้สึกที่ร้าวรานและสับสนที่เกิดขึ้นในใจของตัวเขาเอง

ก็เพราะรู้ดีน่ะสิ...ถึงอยากให้คุณหายไปให้พ้นๆจากชีวิตของผมซะทีไงล่ะ!!! ชายหนุ่มจับจ้องร่างบางที่ตอนนี้กำลังระเบิดอารมณ์อยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย มีเพียงแววตาสีฟ้างามเท่านั้นที่ฉายชัดถึงความตกตะลึงมากกว่าที่จะนึกโกรธเกรี้ยวอีกฝ่าย ก่อนใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก เขาจ้องมองใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ พลางยื่นมือโปร่งใสขึ้นมาเชยคางของอีกฝ่าย...น่าแปลกทั้งที่วัตถุใดๆก็ไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ แต่วิญญาณกลับสามารถสัมผัสวัตถุได้ฉกเช่นเดียวกับคนเป็น

นั้นเป็นความรู้สึกจากใจจริงของเธอหรือเปล่าล่ะอยากให้หายไปเพียงเพราะรำคาญ หรือว่า...เพราะกลัวที่จะพ่ายแพ้เรื่องความรักให้กับคนตาย

เป็นแค่คนตาย...อย่ามาทำเป็นสะเออะยุ่งเรื่องของคนที่ยังมีชีวิตหน่อยเลยน่า!!! เด็กหนุ่มกระชากตัวออกจากการเกาะกุมของร่างสูง ก่อนจะหันไปหาอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่เย็นชา ไม่รู้เป็นอะไรพออยู่ต่อหน้าวิญญาณของชายหนุ่ม เขาต้องทำตัวเหมือนเด็กทุกครั้งเรื่อยไป ทั้งที่จริงๆแล้วถ้านับตามอายุและปีเกิด เขากับชายหนุ่มก็มีอายุห่างกันเพียงปีเดียวเท่านั้น บางทีอาจเป็นเพราะเขาเห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่แสดงอยู่ในตัวอีกฝ่ายมากกว่าตัวเขาเองก็เป็นได้

...เธอคงหวาดกลัวสิ่งที่ไม่มีความแน่นอนสินะ ชายหนุ่มผมทองยิ้มที่มุมปาก ขณะดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่อ่านออกง่ายเสียเหลือเกิน

หมายความว่ายังไง!!! อัลฟอนส์ถามเสียงขุ่น ก่อนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังตกหลุมพรางของอีกฝ่ายเข้าให้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรหากอยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายก็ดูเหมือนไม่มีวันปิดได้มิดเอาซะเลย พอคิดดูแล้วก็ช่างชวนสังเวชตัวเองตะหงิดๆ หรือว่าเขาจะแพ้ทางพวกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าตัวเองหรือไงกันนะ

เรื่องของความรู้สึกมันไม่มีคำว่าแน่นอนหรอก...ไม่ว่าเธอจะพยายามยังไงสิ่งนั้นก็ไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะความรู้สึกมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ตายตัวไงล่ะ แม้ดวงตาสีทองของเขาจะสงบนิ่งไม่ฉายแววไหวหวั่นกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมา หากแต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีเข็มมาทิ่มแทง...เพราะเรื่องแบบนี้ถึงจะรู้แต่การที่จะเข้าใจและยอมรับช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน

พี่ต้องเป็นของๆผมคนเดียวเท่านั้น แม้เป็นเพียงเสียงพึมพำเบาๆจากเด็กหนุ่มที่ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นหูทิพย์ของวิญญาณหนุ่มที่อยู่ข้างๆไปได้

ไม่มีใครเป็นของๆใครได้หรอก... ริมฝีปากสวยเหยียดยิ้มอย่างขื่นขมเมื่อนึกถึงบุคคลที่ครั้งหนึ่งตัวเองในยามมีชีวิตเคยเฝ้ามองอย่างหลงใหล คนที่เป็นสาเหตุทำให้ตัวเขาต้องจบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร แต่ตัวเขาก็ไม่เคยนึกเสียใจหรือกล่าวโทษบุคคลผู้นั้นแม้แต่น้อย หากเวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขาสามารถทำให้บุคคลผู้นั้นได้พบกับคนที่อีกฝ่ายปรารถนาจากก้นบึงของหัวใจจริงๆ และแน่นอนว่าคนๆนั้นต้องไม่ใช่เขา และก็ดูท่าจะไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเช่นเดียวกัน

...ความรักก็เหมือนกันกับผีเสื้อ มันจะตาย ถ้ายึดเอาไว้แน่นเกินไป แต่จะโบยบินหายไป ถ้ายึดเอาไว้ย่อหย่อนเหลือเกิน นิยามความรักของเขาก็คงเหมือนกับผีเสื้อ...ผีเสื้อมายาที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในความฝันหรือความทรงจำของใครบางคนเท่านั้นเอง

ขอโทษ ผมไม่ชอบพวกปรัชญา แล้วอีกอย่างทำไมผมต้องทนฟังวิญญาณอย่างคุณเทศนาเรื่องความรักด้วยล่ะ

...ก็ตามใจเธอ ฉันก็แค่พูดให้ฟังเฉยๆ จะฟังแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือจะฟังแล้วเก็บไปคิดก็แล้วแต่เถอะ ชายหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งก็รู้ว่าตนไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับผีเสื้อตัวนั้นให้อยู่แต่ในกรง ไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามไม่ให้ผีเสื้อตัวนั้นโบยบินสู่ท้องฟ้ากว้างที่เป็นอิสระ

ก่อนจะจากกันอยากจะขอเตือนอะไรเธอไว้อย่าง อย่าไปคาดหวังความรักที่เป็นนิรันดร์จะดีกว่า ไม่อย่างนั้นผีเสื้อตัวนั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากผีเสื้อสตัฟฟ์หรอกนะ

ผมไม่ต้องการคำสอนอะไรจากคุณทั้งนั้น!!! คนถูกสอนสั่งตะโกนไล่หลังร่างสูงที่บัดนี้หายวับไปอย่างรวดเร็วเหมือนตอนมาไม่ผิดเพี้ยน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
เมื่อนึกถึงความหมายในประโยคที่วิญญาณหนุ่มพูดทิ้งไว้ก่อนจะจากกันในวันนี้

-ความรักก็เหมือนกันกับผีเสื้อ มันจะตาย ถ้ายึดเอาไว้แน่นเกินไป แต่จะโบยบินหายไป ถ้ายึดเอาไว้ย่อหย่อนเหลือเกิน-

คุณเองก็พูดได้...เพราะคนที่ได้หัวใจของผีเสื้อตัวนั้นไปครอบครองคือคุณนี่ ประโยคแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวบางอย่างขื่นขม ขณะที่น้ำในตาของเขาไหลรินออกมาจากดวงตาสีทองด้วยความเจ็บปวดจากหัวใจที่ร้าวราน

ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปยึดเหนี่ยวความรักของอีกฝ่ายให้คงอยู่เป็นนิรันดร์
เพราะในดวงใจของอีกฝ่ายนั้นไม่เคยมีเขามาตั้งแต่แรก
แล้วยังจะมีห้องว่างของหัวใจห้องไหนที่อีกฝ่ายเว้นว่างไว้สำหรับเค้า

...ไม่มี

Fin

-----------------------
-----------------------

ขอความกรุณาผู้อ่านที่อ่านจบแล้ว อย่าฆ่าหนูนะค่ะ>///< ยอมรับว่าตอนเขียนฟิคเรื่องนี้ อารมณ์ค่อนข้างเฟลๆแบบว่าเพิ่งสอบเสร็จกำลังลุ้นคะแนนอยู่ อารมณ์ตอนแรกมาเลย ฟิสิกส์ กฏของพลังงาน(Law of enegy)วิชาวิทย์ที่เพิ่งสอบ ใส่แหลก...กฏของพลังงาน ข้อที่2 พลังงานไม่มีวันสูญสลายอย่างแท้จริง แต่จะเปลี่ยนรูปลักษณะไปตามสถานะของพลังงาน บลาๆๆๆ -*-

แต่พอหลังๆเริ่มหายเฟล มาเครียดเรื่องคะแนนสอบอีก(วิทย์ได้15/20)แต่วิชาเลขคะแนน...ไม่อยากบรรยาย เรื่องมันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ ตามอารมณ์ของคนเขียน *ย้ำอีกครั้ง อย่าฆ่าหนู*
ชื่อของเรื่องนี้ ตอนแรกตั้งใจจะให้มีความหมายว่าวิญญาณ เพราะชื่อpsyche(ไซคี) มีความหมายทางจิตวิทยาเป็นภาษากรีกว่าวิญญาณหรือจิตวิญญาณ แต่ถ้าลองเทียบเป็นภาษาอังกฤษจะมีความหมายว่าผีเสื้อ...

ซึ่งคำๆนี้เป็นคำสองแง่มุมความหมาย

ถ้าเขียนPsycheด้วยตัวพิมพ์ใหญ่จะแปลว่าผีเสื้อ
แต่หากถ้าเขียนpsyche ด้วยตัวพิมพ์เล็ก จะแปลว่าจิตวิญญาน
และยังหมายถึงนางไซคีที่เป็นคู่รักของคิวปิดหรือกามเทพแห่งความรักอีกด้วย
(แอบอึ้งตัวเอง คิดได้ไงเนี่ย O.o!!!)

-----------------------

กลับมาต่อที่เรื่องของวันฮาโลวีน

วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาวเซ็ลด (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเซ็ลดเชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็น จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นๆ เพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ทีนี้ก็เดือดร้อนถึงคนเป็นละซิ ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเซ็ลดจึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ประมาณว่า ปลอมตัวเป็นผีร้ายไปเลย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจ หนีหายสาบสูญไปเลย บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา 'คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง ' เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสต์กาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์

ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสต์กาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเซ็ลด แต่ได้ตัดการเผาร่าง 'คนที่ถูกผีสิง ' ออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป

ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี Trick or Treat นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls ' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ ' (Soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาค ก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น

ประเพณี Trick or Treat

ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆ ไว้เตรียมคอยท่า... ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซีเป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า Trick or treat? เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ Trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็กๆ ด้วยขนม ลูกกวาด ผลไม้ หรือ เศษสตางค์ในที่สุด

โฉมหน้าบรรดาเด็กผี แถวบ้านเรา

เร่ร่อนขอส่วนบุญขนม ท่ามกลางความมืด+แสงไฟนีออนจากเสาไฟฟ้า และเสียงหมาที่เห่าหอนเป็นลูกคู่ให้สมกับบรรยากาศที่เป็นเทศกาลวันฮาโลวีน

และจะเป็นความบังเอิญหรือชะตาฟ้า(คนเขียน)ลิขิตยังไงก็ไม่ทราบได้...วันนี้เป็นวันเกิดของLจากเรื่องเดตโน๊ตพอดี

วันเกิดของ L: วันที่ 31 ตุลาคม 1979 (นึกว่าพี่แกแก่กว่าเราไม่กี่ปี นี่เล่นล่อเป็นสิบ)
วันมรณะ : 5 พฤศจิกายน 2004 (เพิ่งตายมา2ปีเอง)
ส่วนสูง: 179 เซ็นติเมตร (โดยประมาณ)
น้ำหนัก: 50 กิโลกรัม (โดยประมาณ)
กรุ๊ปเลือด: ไม่ปรากฎ
ของที่ชอบ: ของหวาน
ของที่เกลียด: ถุงเท้า

...สุขสันต์วันเกิดL ขอให้เป็นสุขๆ อยู่กับไลท์ในปรโลกให้ดีๆนะ
*แล้วก็ไม่ต้องไปกัดกันในปรโลก เรื่องจะที่ให้ใครเป็น"เมะ"เป็น"เสะ" เพราะคนอย่างLก็เป็นได้แค่"เมะ"ตลอดปีตลอดชาติของไลท์เท่านั้น*

(เหมือนได้ยินเสียง...ทำไม...ฉัน...ต้อง...เป็น....เมะ...ลอยมาแว่วๆ)

เค้กวันเกิด

ส่วนนี้ของขวัญ

และที่ขาดไม่ได้สำหรับฮาโลวีน

พายฟักทอง โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยากกิ๊นนนนนนนนนนน!!!!!

สุดท้ายนี่ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านและเม้นต์ให้กำลังใจคนเขียน ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขกับเทศกาลวันฮาโลวีนนะค่ะ

^
^
^
^
^

เอ่อ...รูปที่หัวบล๊อค ไม่ใช่ป้ายโฆษณาชวนเชื่อ ชวนเข้าศาสนาไหนนะค่ะ อย่าใส่ใจๆ ประโยคออกจะดี๊ดี อย่าคิดมากสิ อย่าแบ่งแยกศาสนาเหมือนชายแดนภาคใต้ เปิดใจยอมรับ...แล้วพลังแห่งชีวิตจะอยู่กับคุณ เฮ้ยๆ นอกเรื่อง ^^''

ขอยอมรับเปิดใจเกี่ยวกับฟิคเรื่องนี้ เพราะเป็นฟิคFMAเรื่องแรกที่เขียนขึ้น แถมเลือกเขียนเปิดตัวด้วยคู่ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะความแก่!!! ด้วยอายุอานามของตัวละครปาเข้าไปเกือบเลข3 ต่างจากอายุผู้เขียนไปเท่าตัว...แต่ด้วยโดจินเกี่ยวกับคู่นี้ (ที่เยอะจนน่าตกใจ! แตกต่างจากฟิคชะมัด!)ทำให้เราได้จิ้นๆๆ แล้วก็เข็นเรื่องนี้ออกมาจนจบ จะเป็นคู่ไหน รับชมได้เลยค่ะ...

----------------------------------------

Brave Heart

By Joey

มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำผิดได้ เพราะมนุษย์เรานั้นมีข้อผิดพลาดกันทุกคน
ข้อผิดพลาดที่มีความหมายตรงตัวว่าประสบกับเหตุการณ์ ที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต
ข้อผิดพลาดบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ที่เป็นตัวเสริมสร้างทักษะของชีวิต
ขณะที่ความผิดบางอย่างก่อให้เกิดข้อผิดพลาดในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวหรือเริ่มต้นใหม่...

.

ความทรงจำในตอนนั้น...ทำไมมันถึงได้เลือนรางแบบนี้นะ...
ความทรงจำในตอนนั้น...อดีตที่ยากจะลืมเลือนและความทรงจำที่ไม่อยากจะนึกถึง
สิ่งเดียวที่นึกออกคือภาพของสนามรบและควันไฟ...และ...คำพูดในตอนนั้น...

.

.

ผู้พัน...นี่ ผู้พัน...รอย!!!

อ่ะ...เอ้อ! มีอะไรเหรอ ฮิวจ์! เสียงกวนโสตประสาทที่ดังกรอกอยู่ข้างหู เรียกใครคนนั้นให้สะดุ้งออกจากห้วงลึกของความคิด ก่อนที่เจ้าของชื่อเรียกนั้นจะหันความสนใจมาทางเจ้าของเสียงเรียกที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแทบจะในทันที

เหม่ออะไรอยู่น่ะ...กลุ้มใจอะไรอยู่หรือเปล่า? เจ้าของเสียงเรียกเมื่อครู่เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่ค่อยปกติของอีกฝ่าย หากแต่อีกฝ่ายก็เพียงตอบคำถามกลับด้วยสีหน้าสบายๆ โดยที่ตาตี่ๆคู่นั้นยังคงแอบซ่อนสิ่งต่างๆไว้ในใจได้อย่างมิดชิดเสมอ

ไม่มีอะไรมาก...ก็แค่...กำลังคิดถึงเรื่องในอดีตนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง

นายแก่ขนาดต้องมานั่งระลึกความหลังในอดีตเลยหรือไง เมื่ออีกฝ่ายว่าอย่างนั้นคนถามก็ไม่คิดจะซักไซ้ถามไถ่ให้มากความ แต่ก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าเรื่องในอดีตเรื่องไหนที่ทำให้คนตรงหน้าถึงกับนั่งเหม่อในเวลาทำงานได้ นอกจากเรื่องของสาวกระโปรงสั้น และเรื่องวางแผนหนีงานไปเดทกับสาวๆในเมืองเท่านั้นเอง

ฉันยังไม่แก่ถึงขนาดนั้นหรอก...ว่าแต่ที่มานี่คงไม่ใช่จะมาพูดเรื่องลูกสาวอีกนะเฟ้ย! ชายหนุ่มที่ชื่อรอยเอ่ยปากประท้วงอีกฝ่ายที่ยัดเหยียดความแก่ให้กับตัวเอง ก่อนจะเบนประเด็นสนทนาไปยังบุคคลที่สามโดยอัตโนมัติ ถ้าคนอย่างหมอนี่โผล่มาไม่ต้องคิดเรื่องอะไรอื่น นอกจากเรื่องของลูกสาวสุดที่รักสวาทขาดใจของอีกฝ่ายนั้นเอง

อย่าพูดแบบนั้นสิ! นานๆเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อุตสาห์โผล่มาเยี่ยมทั้งที...จะทักจะทายด้วยน้ำร้อนน้ำชาซักถ้วยก็ไม่มีแถมทำมาเป็นบ่นนู่นบ่นนี้เหมือนพวกผู้ใหญ่จากเบื้องบนอีก คนเขาอุตสาห์มีน้ำใจมาเยี่ยม ไม่สำนึกบุญคุณเอาซะเลย! คำตอบที่เหมือนไม่ใช่คำตอบ ทำเอาอีกฝ่ายเริ่มออกอาการฉุนเพราะคิดว่าคนตรงหน้ากำลังล้อเขาเล่นอยู่

แล้วตกลงมีเรื่องอะไรฮิวจ์! คนยิ่งกำลังยุ่งๆอยู่...ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ขอเชิญกลับเลยล่ะกัน ชายหนุ่มพยักเพยินไปทางกองเอกสารที่วางสุมกันบนโต๊ะ จนอีกฝ่ายอดสงสัยไม่ได้ว่าคนยศเป็นพันเอกนี่งานเยอะขนาดนี้เชียว หรือเป็นเพราะเจ้าตัวหมักงานไว้ไม่ยอมทำเอง แต่โดยส่วนตัวที่เขาคาดไว้น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

งานที่นายทำคราวก่อนได้รับคำชมมาน่ะ...งวดนี้เบื้องบนเลยวางใจ มอบหมายงานมาเพิ่มให้อีกนิดก็เท่านั้นเองผู้พันมัสแตง เจ้าของดวงตาตี่ๆคู่นั้นเพ่งมองกองกระดาษและแฟ้มเอกสารที่วางกองบนโต๊ะทำงานอย่างปลงๆความจริงก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ทั้งๆที่เตรียมใจไว้ตั้งแต่ตอนรับตำแหน่งแล้ว แต่แบบนี้มันสุดทนจริงๆ เพราะตอนนี้เขาแทบจะยึดโต๊ะทำงานเป็นที่นอนไปแล้วก็ว่าได้ ถ้าไม่ติดว่ามีภารกิจเดทกับสาวๆในเมืองล่ะก็นะ

...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวก่อนนะคุณผู้พัน ฮิวจ์แสยะยิ้มสุดโฉดก่อนจะเดินออกจากห้องและปิดประตูตามหลัง โดยไม่สนเสียงร้องโอดครวญของอีกฝ่ายที่กำลังจะถูกภูเขาเอกสารทับตายต่อหน้าต่อตา ถึงจะสงสารที่โดนทางกองทัพจิกหัวใช้งานเยี่ยงทาส แต่ก็เป็นความผิดของฝ่ายนั้นส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมทำแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้งานเพิ่มจำนวนออกลูกออกหลานเต็มโต๊ะจนตัวเขาเองยังนึกแสยง ถือซะว่าที่ตัวเขาไม่อยู่ช่วยงานเป็นบทเรียนของอีกฝ่ายล่ะกัน

ไอ้เพื่อนเวร! คำพูดแบบนี้อาจไม่ค่อยเหมาะกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เขาดำรงอยู่ แต่เขากล้าสาบานได้ว่าเห็นอีกฝ่ายกระตุกยิ้มที่มุมปากราวกับจะเยาะเย้ยเส้นตายของเอกสารกองมหึมา ที่รู้ๆอยู่ว่าไม่มีทางเสร็จทันตามกำหนด หากไม่มีผู้ช่วยให้รอดจากวิกฤตกาลเส้นตายเบื้องบนกำหนด แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่มีผู้ช่วยให้รอดตัวเขาก็ต้องลงมือจรดปลายปากกาลงบนเอกสารช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากสถานการณ์แบบนี้เสียเองอย่างช่วยไม่ได้...

.

.

ดึกแล้ว ทำไมยังไม่นอนอีก เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่ก็เพียงพอที่จะเรียกอีกฝ่ายให้ตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มเจ้าของเสียงเรียกนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ไม่ง่วง... เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเฝ้าจับตาสังเกตตัวเขาอยู่ จึงพยายามตอบด้วยน้ำเสียงให้เหมือนปกติมากที่สุด ซึ่งคำตอบที่ได้ทำให้ใบหน้าของฝ่ายนั้นฉายแววสงสัยเกี่ยวกับคนตรงหน้า แต่เมื่อเจอคำตอบที่ไม่ชวนให้ถามต่อตัวเขาก็ไม่ได้คิดจะถามแต่อย่างใด

...ไม่ง่วงก็ต้องนอน พรุ่งนี้พวกเรายังมีงานที่ต้องทำอีก... สี่ตาของเขามองเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นต้องการการพักผ่อน แต่ในใจเขากลับคิดว่ามีบางอย่างที่ไม่ใช่การพักผ่อนเพียงอย่างเดียวที่อีกฝ่ายต้องการในขณะนี้

...ฮิวจ์...พวกเรา...ยังมีคำว่าพรุ่งนี้อีกหรือ... คนตรงหน้าถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง จนอีกฝ่ายอดแปลกใจไม่ได้เพราะไม่เคยเลยที่ฮิวจ์จะเห็นสหายร่วมรบของเขาอยู่ในลักษณะเช่นนี้ แต่ก็คงไม่จำเป็นต้องถามว่าเพราะเหตุใด เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไปนั่นคือคำตอบสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเอง...

สำหรับคำถามของอีกฝ่ายนั้น...ถ้าเลือกได้ตัวเขาก็ขอเลือกที่จะไม่ตอบ เพราะถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าตอบไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดตัวคนที่ถูกถามก็ตอบออกไปทั้งๆเจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกัน

...ไม่รู้สินะ...ถึงจะเป็นอย่างนั้น กลุ้มใจไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก! แต่อย่างน้อยที่สุด...

อย่างน้อยที่สุดอะไร คำพูดที่ทิ้งช่วงไปทำให้เจ้าของคำถามอดถามต่อไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับโบกมือไปมาเป็นนัยว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ก่อนจะหันกลับมาเป็นผู้ถามคำถามให้อีกฝ่ายตอบบ้าง

ช่างมันเถอะถ้าสงครามครั้งนี้จบลงแล้วนายคิดจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปล่ะ?

...ยังไม่ได้คิด อีกฝ่ายตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าไม่จำเป็นต้องคิด เพราะตัวเขาตั้งใจไว้แล้วว่าเมื่อใดสงครามครั้งนี้จบลงชีวิตเขาก็จะจบลงตามไปด้วย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทำลงไป มันก็สาสมกันดีอยู่แล้วอย่างน้อยที่สุด...เมื่อตัวเขาตายไปสองมือคู่นี้ก็ไปทำร้ายใครอื่นไม่ได้อีกเช่นกัน...

คิดอะไรตื้นๆ... ฮิวจ์พูดราวกับรู้เท่าทันความคิดของอีกฝ่าย เขาเว้นระยะทิ้งช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไป

พอนายตาย...ก็มีคนใหม่เข้ามาแทนที่ และสุดท้ายทุกอย่างก็เหมือนเดิม...ไม่มีอะไรเปลี่ยน...

...แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง...จะให้ฉันต้องทนอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ไปตลอดชั่วชีวิตเลยหรือไงอีกฝ่ายก้มหน้างุดถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความรู้สึกสำนึกผิดต่อบาปในสิ่งที่ทำลงไปทำให้ใจเจ็บปวดยิ่งกว่าตาย หากต้องรู้สึกแบบนี้ไปตลอดชั่วชีวิต เขาก็ขอเลือกที่จะจบทุกสิ่งลงด้วยการหยุดลมหายใจของตนเองเสียยังดีซะกว่า อย่างน้อยที่สุด...คนตายก็ไม่รู้สึกอะไรไม่เหมือนกับคนเป็น...

ฉันก็ไม่ได้คิดจะห้ามนาย...นายจะทำอะไรมันก็เป็นสิทธิของตัวนายเอง ฮิวจ์ให้คำตอบเหนือความคาดหมาย ทั้งที่คาดว่าจะได้ยินประโยคด่าทำนองว่า อ่อนแอ น่าสมเพช ทำตัวไม่สมกับเป็นทหารจากคนตรงหน้า แต่ก็เปล่า อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเลย อาจเพราะสิ่งที่พูดไม่ใช่คำตอบแต่เป็นคำเยาะหยันสำหรับความทรมานของเขานั้นเอง

แต่ก่อนที่เขาจะฟุ้งซ่านคิดอะไรในแง่ลบไปซะหมด แผ่นหลังกว้างก็ถูกอ้อมแขนแกร่งรั้งเข้าหาแนบชิดกับลำตัว จนเขารู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะและไออุ่นจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายที่พยายามจะถ่ายทอดความเข้มแข็งและความเป็นห่วงให้เขาได้รับรู้ ทั้งที่ตัวอีกฝ่ายเองก็รู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่แพ้เขาเช่นเดียวกัน

แต่จำไว้อย่างหนึ่งนะ ผู้พันมัสแตง อย่างน้อยที่สุด...พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ไงล่ะ!

.

.

"พักหน่อยก็ได้นะรอย..." ฮิวจ์เห็นสภาพของอีกฝ่ายแล้วนึกถึงหนังสยองขวัญที่กำลังเป็นที่นิยมในเซ็นทรัล เหมือนเห็นภาพซอมบี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้า เขียนงานไปสัปหงกไป แต่ตัวหนังสือที่เขียนก็ยังออกมาสวยแถมถูกต้องทุกขั้นตอนในการทำรายงานซะอีก จะเรียกว่าพลังฮึดเมื่อถึงเส้นตายหรือความสามารถพิเศษเฉพาะตัวดีนะ

อย่าทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลย... ซอมบี้ในร่างมนุษย์พึมพำ ปากบอกให้พักได้แต่ตาของอีกฝ่ายกลับจ้องนาฬิกาเขม็ง แถมในมือยังถือถ้วยกาแฟที่แน่นนอนว่าไม่ใช่สำหรับเขาอยู่อีก แล้วประโยคที่พูดมาจะให้ตีความหมายว่ายังไง!

งานใครก็งานมันสิ...ถือซะว่าเป็นบทเรียน แต่ก็น่าแปลกนะที่เห็นนายนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะได้เนี่ยฮิวจ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานเปี่ยมด้วยไปเหตุผลก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่ม ถ้าอีกฝ่ายโดดงานน่ะเรื่องธรรมดา แต่ถ้านั่งอยู่กับโต๊ะแล้วยังทำงานอยู่อีกนี่สิเรื่องมหัศจรรย์พันลึก

ฉันก็แปลกใจที่ตัวเองมีสมาธิจดจ่อกับงานได้แบบนี้เหมือนกัน รอยพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เล่นเอาอีกฝ่ายถึงกับสำลักกาแฟลวกปาก ในพฤติกรรมธรรมดาที่ดูไม่ค่อยธรรมดาเท่าไหร่นักสำหรับคนตรงหน้า

วันนี้นายแปลกไปนะ...หรือว่าปกตินายเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ฮิวจ์ถามด้วยความเป็นห่วงกึ่งสงสัยและสับสนเอามากๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมแปลกๆของอีกฝ่าย แต่ตัวอีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายหัวเราะซะเองกับพฤติกรรมแปลกๆของเขาซะงั้น

ไม่รู้สิ...สงสัยเมื่อวานคิดถึงเรื่องในอดีตมากไปหน่อย ถึงได้นึกถึงคนที่ไม่ได้นึกถึงมานาน วันนี้ก็เลยยังเบลอๆอยู่ล่ะมั้ง รอยตอบพร้อมคลี่ยิ้มพิมพ์ใจสาวประจำตัวเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้ากลุ้ม และยิ่งกลุ้มหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ทำเป็นเล่นทำเอาเสียความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก แต่ท้ายที่สุดก็ยังอดเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี

เอ้านี่! กาแฟสูตรพิเศษของฉัน ยกให้! กินแล้วจะได้หายเบลอ...พอกินเสร็จก็ทำงานต่อด้วยล่ะ! ฮิวจ์พูดห้วนๆ สี่ตาบนหน้าดูเคืองๆเล็กน้อยจากความรำคาญลูกยั่วของอีกฝ่ายตามปกติ แต่ตรงท้ายประโยคก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยทวงงาน ก่อนรีบเดินออกจากห้องจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อีกฝ่ายนั่งอึ้งอยู่กับถ้วยกาแฟร้อนๆที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นในมือ ท่าทางเย็นชาแต่แฝงด้วยความเป็นห่วงของคุณพ่อสี่ตาเรียกรอยยิ้มบนหน้าของผู้พันหัวลูกชิ้นได้เป็นอย่างดี

.

คำเพียงคำเดียว ที่ทำให้สามารถบอกกับตัวเองได้ว่าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
คำเพียงคำเดียว ที่ทำให้ตัวเองยืนหยัดอยู่ในสนามรบโดยยังไม่สูญสิ้นซึ่งความหวัง
คำเพียงคำเดียว ที่ทำให้มีความกล้าพอที่จะบอกตัวเองให้เงยหน้าขึ้นเพื่อยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะตนเอง

ความผิดที่มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่าความจริง ความจริงที่ทำให้ตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจของตัวเอง แต่สิ่งที่ทำไปนั้นคือความจริงที่ไม่มีวันบิดเบือน

ความผิดที่ไม่มีวันได้รับการให้อภัย ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงของบาปที่ก่อขึ้นได้
แต่ถ้ามีความกล้าที่จะลุกขึ้นเผชิญหน้า อย่างน้อยก็ยังอาจจะยังมีโอกาสที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่บ้าง

...เพราะอย่างน้อยที่สุดพวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่

THE END

---------------------------

คิดเป็นคิดมา เรื่องนี้มันตีความได้สองวายสามแง่ม(ในบางช๊อต)เลยตัดเอามาลงต่อ นึกว่าเป็นภาคพิเศษอ่านเอาเพลินล่ะกัน

---------------------------

ฉาก1(ฮิวจ์ให้กำลังรอยตอนสุดท้ายในอดีต)

รอยคิดถึงความนัยที่แฝงอยู่ในประโยคของอีกฝ่ายพลางอมยิ้ม ก่อนจะทำในสิ่งที่ทำให้นายทหารสี่ตาที่อยู่ในโหมดผู้มากด้วยประสบการณ์ถึงกับตกตะลึง

แขนทั้งสองข้างที่เป็นอิสระจากอ้อมแขนแกร่งของอีกฝ่าย ยกขึ้นลูบไล้ลำคอของร่างสูงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันหน้าเข้าไปใกล้แล้วประทับรอยอุ่นที่ริมฝีปากได้รูปของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาแต่หวานล้ำเหมือนเปลวเพลิงที่ร้อนแรงชวนลุ่มหลง แล้วค่อยเปลี่ยนท่าไปกระซิบที่ข้างหู

ขอบใจนะ...นายนี่สมกับเป็นคู่หูของฉันจริงๆ ว่าเสร็จก็จูบหยอกล้อที่ใบหู ก่อนค่อยเลื่อนใบหน้ากลับมาเผชิญกับชายหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง รอยยิ้มหวานเศร้าหากเหมือนมีเสน่ห์ราวเปลวไฟนั้น ช่างดูยั่วยวนอย่างน่าประหลาด...และก็ทำให้นายทหารสี่ตาถึงกับลืมบรรยากาศความเศร้ามนหมองเมื่อครู่ ก่อนจะกระโจนเข้าหาอีกฝ่ายโดยไม่คิดถึงหัวอกคนพึ่งหายเศร้าเมื่อกี้แม้แต่น้อย...

(จบ) /me โดนคนอ่านรุมประชาทัณฑ์ ฐานเขียนให้จิ้นแล้วทำอารมณ์ค้าง

------------------------------------

ฉาก2(กาแฟ)

"อุบๆๆ แค่กๆๆ กาแฟบ้าไรฟร่ะ!!! ขมชิบ!!!" รอยสถบพร้อมปัดถ้วยกาแฟทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่เจ้ากรรมน้ำกาแฟที่สำลักออกมากลับไปโดนเอกสารบนโต๊ะบางส่วนเสียนี่

"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย" เสียงโหยหวนดังออกมาจากห้องผู้พันอัคคีตลอดช่วงเช้าในวันนั้น ทำเอาคนในกองทัพบางส่วนเริ่มสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้พัน ในขณะที่คนบางคนอย่างผู้กองริซ่าทำท่าเหมือนเป็นเรื่องปกติประจำวันที่ชินซะแล้ว
(*สูตรกาแฟของผู้พันฮิวจ์ กาแฟ3 น้ำตาล1,2 ไม่ใส่ครีมเทียมและนมสด*)

------------------------------------

ฉาก3(เบื้องหลังการทำงานคนเดียวของรอย)

"ทำไม...ไม่ให้ลูกน้อยช่วยงานบ้างล่ะรอย" ฮิวจ์ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง(ห่วงงานนะ ไม่ได้ห่วงคนซักนิด~>///<)

"เหอๆ...นายก็หนีกลับไปคนหนึ่งแล้ว จะให้ฉันไปหาผู้ช่วยที่ไหนล่ะ"รอยตอบพร้อมก้มเขียนงานในเอกสาร

"แล้วคนอื่นๆล่ะ"(แอบดีใจเล็กๆ รอยเห็นความสำคัญของเราด้วย^o^)

"ริซ่า...เว้นไว้คนหนึ่งล่ะ"

"อืมๆ"(พยักหน้าเข้าใจในฤทธิ์ลูกกระสุนของอีกฝ่าย)

"ฮาวอคลางาน(รักษาแผลใจ)...ส่วนคนอื่นๆพอรู้ว่าต้องช่วยงาน...หนีกลับบ้านหมด เสียดาย คว้าไม่ทันซักคน!!!"

"อ่านะ..."(จะสงสารหรือสมเพชดีฟร่ะ = = '')

--------------------------------

3ช๊อตพิเศษก็จบกันไปแล้วนะค่ะ ได้เวลาที่ฟิคเรื่องนี้จะลาโลงกันไปซะที แต่ช้าก่อน ประโยคที่ฮิวจ์พูดกับรอยตอนสุดท้ายเนี่ย!...เอามาจิ้นเล่นๆสนุกดีนะค่ะ จิ้นไปจิ้นมา...สนุกอย่างบอกไม่ถูก ลองมาดูที่เราจิ้นกันนะค่ะ

"จำไว้อย่างหนึ่งนะ...ผู้พันมัสแตง นายอาจเป็นเซเมะของคนทั้งโลก แต่คนที่ทำให้นายเป็นอุเกะต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น" >>>> กริ๊ดดดดดด!!!!YYY วายจงเจริญ

"นายอย่าลืมว่านายติดหนี้ฉันอยู่ 3ตำลึงกับอีก2อีแปะ คิดจะตายโดยไม่ใช้หนี้หรือไง">>>>>เอ่อ...ทำไมค่าเงินมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย เหอๆ

"...นายเป็นไฟแช๊คส่วนตัวของฉัน ถ้านายตายแล้วฉันจะสูบบุหรี่ได้ยังไง">>>...รอยจุดได้แต่บุหรี่อย่างเดียวหรือค่ะ จุดอย่างอื่นไม่ได้เหรอ หุหุ

ลองมาคิดกันดูเล่นๆ ถ้าเป็นคุณ คุณอยากให้ฮิวจ์บอกอะไรรอย ถ้าคิดได้จะเอามาแปะเพิ่มค่ะ

-----------------------------

สุดท้ายนี้ เพลงประกอบฟิคเรื่องนี้ค่ะ



เพลง หัวใจที่กล้าแกร่ง (Brave Heart)

*ลืมได้เลยเรื่องหนี ชอโทษทีไม่ใช่เรา หนีใครไม่เป็น
อย่างที่เคยเห็น ลุยกันชัดเจนทุกเส้นทาง ลุยไปทั่วทิศ
เครื่องติดแล้ว
* เป้าหมายผจญ หยุดคนทำร้าย เพื่อนรัก เพื่อนเรา
ไม่ยอมปล่อยเขาเดียวดาย มุ่งไปทันที หยุดภัยที่เยือนเพื่อนตาย
* เติมพลัง อัดไว้ เต็มห้องใจ ฉกาจ จะกอดคอ หล่อหลอมใจ
จนเป็นหนึ่ง ไม่กลัวหน้าไหน เมื่อไปติดแล้ว รับมือได้เลย
* รวมพลัง เพื่อนเอ๋ย เข้าใส่เลยสุดสุด ไม่มีทรุด
ถ้าใจยังกล้า เจอะสายลมเราแซงโลด ขอบฟ้าเราไปไกลกว่า
พกใจที่เกินเหล็กไหล .... Show me You Brave Heart

/หลบหนี สหบาทาของคนฟังเพลง เลือกมาได้อย่างไร โฮะๆๆๆ ก็ชอบอ่ะDGM (D Gray man) พอลองเขียนดีๆก็อ่านว่า Digimon ได้เหมือนกัน(ความเหมือนที่พอจะยอมรับได้...ก็มีแต่พวกสัตว์ประหลาดในเรื่องนี่นะ^^)อ่านฟิคแล้วเม้นต์ด้วยนะค่ะ หึหึ ไม่งั้นฟิค Butter fly (คู่อเลนXทีกี้ DGM)อดค่ะอด หึหึ(มีคนอ่านแต่ไม่มีคนเม้นท์ จะเอามาลงทำไม กระซิกๆ/บีบน้ำตา)

EDIT จั่วหัวกระทู้ว่าคู่ไหนเป็นคู่ไหน (ทำเจ้าคิลสติแตกไปคนนึงแล้ว - - '')